Readspread.com

News and Article

“ปรับทัศนคติในการเลี้ยงลูกใหม่ฝ่าวิกฤตการณ์ครอบครัวไทยในปัจจุบัน”

“ปรับทัศนคติในการเลี้ยงลูกใหม่ฝ่าวิกฤตการณ์ครอบครัวไทยในปัจจุบัน”

ภาพรวมของครอบครัวไทยในช่วง 25ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนซึ่งลักษณะโครงสร้างของครอบครัวที่เปลี่ยนไปมีปัจจัยต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้

1.ประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงประชากร 1 ใน 4ของประเทศอายุเกิน 60 ปีและประชากรเด็กเกิดน้อยลงและมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆทำให้โครงสร้างของประชากรเปลี่ยนไป
2.สังคมเมืองและสังคมชนบทกลายเป็นสังคมดิจิตอล (Digital Society)
3.ระบบการศึกษาของประเทศไทยถึงขั้นวิกฤต
4.ความเหลื่อมล้ำทางสังคมคำถามคือ เราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร?

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่าควรใช้ระบบ “New Mindset” คือการปรับทัศนคติในการเลี้ยงลูกใหม่ ทัศนคติแรก
เด็กไม่ใช่ผ้าขาวอีกต่อไป พ่อ แม่ผู้ปกครองไม่ควรเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบเนื่องจากพื้นฐานอารมณ์ของเด็กไม่เหมือนกันเด็กแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นกระบวนการ “New Mindset” คือจากเดิมที่เข้าใจว่าเด็กเป็นผ้าขาวเลยเอามาเปรียบเทียบกันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และถ้าจะเกิดการยกเลิกการสอบเข้าอนุบาลและ ป.1ทั้งประเทศ ก็จะกลายเป็นอานิสงส์ของประเทศชาตินำไปสู่การพัฒนาเด็กเล็กแล้วนำไปสู่การพัฒนาให้กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต่อไป ทัศนคติที่สองการบอกลูกว่าเรียนสูงๆ เข้าไว้จะได้มีอาชีพที่มั่นคงและมั่งคั่งซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกทั้งหมด พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกเรียนสูงๆจะได้มีอาชีพที่มั่นคงทว่าจบสูงระดับด็อกเตอร์แต่ไม่มีทักษะการใช้ชีวิตและการเข้าสังคมเห็นแก่ตัวและไม่สนใจประโยชน์ส่วนรวม ประเทศชาติก็จะเสียหายเพราะลูกที่เกิดขึ้นอยู่บนพื้นฐานครอบครัวที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ทรัพยากรมีจำกัด และความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ดังนั้น การมี New Mindsetกับการพัฒนาบุตรหลานของท่านก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมที่มีความเข้าใจว่าลูกต้องเรียนสูงๆ เข้าไว้แม้จะไม่ผิดก็ตามแต่เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของสัมมาชีพก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่
ที่ต้องเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมและเสริมสร้างคุณธรรมประจำใจให้กับตัวเด็ก ให้เด็กมีความรับผิดชอบมีความซื่อสัตย์ มีความเพียรพยายามมีความอดทนต่อสู้กับความยากลำบาก ไม่ใช่ปรนเปรอทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งจะสอดคล้องกับแนวคิด “New Positive Development Paradigm for Learning” แนวคิดนี้ หมายถึงการพัฒนาลูกหลานคนหนึ่งจากที่ต้องพึ่งคนอื่น ให้สามารถพึ่งตนเองได้และมุ่งสู่สัมมาชีพได้ อันนี้คือแนวดิ่ง อีกแนวหนึ่งที่มีความสำคัญคือแนวพื้นฐาน ซึ่งเน้นการพัฒนาจิตสำนึกของเด็ก จิตสำนึกต่อส่วนรวมให้เด็กกลายเป็น Interdependence คือ Learn to Love

ซึ่งอันนี้คือหัวใจพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่มีสิ่งนี้ไม่เรียกว่ามนุษย์“หน้าที่ของครอบครัวนั้นจะต้องพัฒนาบุตรหลานของประเทศเราให้กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ใช่พัฒนาบุตรหลานของเราให้กลายเป็นหุ่นยนต์”ส่วน ทัศนคติที่สาม บทบาทหน้าที่ของครอบครัว ตามทฤษฎีของMaslowหัวหน้าครอบครัวจะต้องให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถดำรงชีพได้ คือ มีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ มียารักษาโรค มีเสื่อผ้าให้ใส่

นอกจากนี้ทุกคนในครอบครัวต้องได้รับการพัฒนาด้านสติปัญญาและสอนให้ทุกคนในครอบครัวรู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีและการเข้าสังคม ซึ่งปัญหาของครอบครัวไทยในยุคปัจจุบัน คือเราเข้าใจว่าครอบครัวที่อยู่ในสภาพยากจน หย่าร้าง การศึกษาน้อยครอบครัวเหล่านี้เลี้ยงลูกมีความเสี่ยงทั้งนั้น สมมุติฐานข้อนี้ถูกแต่ที่หนักกว่านั้นคือ ครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อแม่อยู่ด้วยกัน การศึกษาสูงแต่เลี้ยงลูกจนป่วย คือ พ่อแม่ไม่สอนให้เด็กรู้จักผิดถูกไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี เช่น “รู้ไหมว่าลูกใคร” หรือ “ใช้เงินปรนเปรอลูก”

ดังนั้น ไม่ว่าจะยากดีมีจนการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของครอบครัวที่จะต้องทำทั้ง 3บทบาทนี้ให้ดีที่สุด วิธีการทำคือ แม่ที่ทำดีให้ลูกดูเป็นตัวอย่างเราพบว่าลูกมีจิตสำนึก แม่ที่นำลูกสู้ชีวิตไปด้วยกัน
เผชิญกับความยากลำบาก เราพบว่าลูกมีพลังฮึด ลุกขึ้นสู้เมื่อลืมตาอ้าปากได้ แม่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้แก่สังคมเราพบว่าลูกทุกคนเป็นผู้ให้แก่สังคมสุดท้ายนี้หมออยากจะฝากไปสู่ทุกครอบครัวเนื่องในวันครอบครัวว่าพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุตรหลานของท่าน เพราะเด็กเหล่านี้จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า

Copyright © Readspread.com ติดต่อฝ่ายข่าว Tel.089-922-7859 Email/Yothin.Yoojongdee@gmail.com | Newsphere by AF themes.